> ## Knowledge Base Index
> Fetch the complete knowledge base index at: https://help.bentoweb.com/sitemap.xml
> Use this file to discover available pages before exploring further.
> Pure-Markdown content can be obtained by appending a '.md' suffix to the content URLs listed in the sitemap (without the trailing slash).

# แบ่งกลุ่มลูกค้าด้วย RFM คืออะไร? แล้วทำไมถึงมีความสำคัญ?

![](https://storage.crisp.chat/users/helpdesk/website/-/1/4/e/7/14e70c59388c7000/image_d0i248.png)


# การแบ่งกลุ่มลูกค้าด้วย RFM คืออะไร?

เป็นการนำประวัติการสั่งซื้อที่เกิดขึ้นจริงภายในร้านมาใช้คำนวณเพื่อแบ่งลูกค้าออกเป็นกลุ่ม ๆ เพื่อให้เจ้าของร้านสามารถระบุได้ว่า ลูกค้ากลุ่มไหน คือ กลุ่มที่สร้างยอดขายให้ร้านได้มากที่สุด, กลุ่มไหนที่ยังไงก็ต้องดึงกลับมาให้ได้, กลุ่มไหนที่มีแนวโน้มจะเป็นลูกค้าขาประจำ หรือ กลุ่มไหนที่ไม่จำเป็นต้องให้ความสนใจมากนัก และเมื่อเจ้าของร้านระบุกลุ่มลูกค้าได้แล้ว ก็จะสามารถ : 

* ให้ความสำคัญกับกลุ่มลูกค้าที่สร้างยอดขาย 80% ในร้าน [ตามหลักของ Pareto](https://en.wikipedia.org/wiki/Pareto_principle) ได้ไม่ยาก
* สร้างกลยุทธ์การขายที่เหมาะสมแม่นยำขึ้น
* สื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมี Conversion ที่เพิ่มขึ้น และมีค่าโฆษณาที่ถูกลง
* ระบุตัวลูกค้าที่มีแนวโน้มในการตอบสนองต่อโปรโมชั่นแต่ละรูปแบบ

# ทำไมเราถึงอยากให้เจ้าของร้านให้ความสำคัญกับ RFM?

* การสื่อสารเพื่อให้เกิด Conversion [ควรแยก Message ให้สัมพันธ์กับกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย](https://help.bentoweb.com/th/article/message-12tkt9r/) และเมื่อกลุ่มเป้าหมายถูกแยกออกมาให้แล้ว ความยากในการสื่อสารก็จะลดลง
* ลูกค้าแต่ละคนมีความสำคัญไม่เท่ากัน และในเมื่อเรามีทรัพยากรอยู่อย่างจำกัด (เงิน,เวลา,กำลังคน) เราจำเป็นที่จะต้องใช้ทรัพยากรนั้นไปกับกลุ่มลูกค้าที่มีแนวโน้มจะสร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับธุรกิจของเรา
* Repeat order หรือ การซื้อซ้ำจากลูกค้าเดิม ไม่ว่าจะเป็นการสั่งซื้อสินค้าเดิม, Up sell หรือ Cross sell คือ ทางรอดของคนทำธุรกิจ E-commerce เพราะ [มีค่าใช้จ่ายถูกกว่า 5 เท่าเมื่อเปรียบเทียบกับการขายให้ลูกค้าใหม่ ](https://www.forbes.com/sites/jiawertz/2018/09/12/dont-spend-5-times-more-attracting-new-customers-nurture-the-existing-ones/) ... หากเจ้าของร้านไม่สนใจกลุ่มลูกค้าเดิม หรือ ไม่ได้นำ data เข้ามาใช้เพื่อทำการตลาด ค่าใช้จ่ายก็จะถูกเทลงไปเป็นค่าโฆษณา ไม่สามารถ Scale ธุรกิจได้อย่างที่ควร

# แล้ว BentoWeb นำ RFM มาช่วยเจ้าของร้านอย่างไร?

เรานำ **ข้อมูลพฤติกรรมการสั่งซื้อของ Customer และ Guest จากทุก ๆ ช่องทางขาย** มาคำนวณรวมกันเพื่อแบ่งกลุ่มลูกค้าในร้านออกเป็น 11 กลุ่ม โดยสัดส่วนของกลุ่มลูกค้า __จะถูกคำนวณใหม่ตามข้อมูลที่เพิ่มขึ้นหรือเปลี่ยนไปเป็นรายอาทิตย์โดยอัตโนมัติ__ ซึ่งในส่วนนี้เจ้าของร้านจะสามารถ :

* เห็นสัดส่วนของกลุ่มลูกค้าที่ถูก update ใหม่ในหน้า การตลาด > ภาพรวม 
* แยกสื่อสารกับลูกค้าแต่ละกลุ่มได้ผ่านบริการ SMS และ Email marketing 
* แยกลงโฆษณากับลูกค้า หรือ สร้าง Lookalike audience อ้างอิงกับลูกค้าแต่ละกลุ่มบน Facebookได้ทันทีเพราะ **BentoWeb จะสร้างและคอยอัปเดท Custom audiences บน Facebook โดยแยก 11 กลุ่มลูกค้าให้โดยอัตโนมัติ** *(แพคเกจ Platinum ขึ้นไป)* [ดูขั้นตอนที่นี่](https://help.bentoweb.com/th/article/facebook-business-extension-2-mljmx1/)
![](https://storage.crisp.chat/users/helpdesk/website/14e70c59388c7000/rfm1_452ywr.jpg)
![Custom audiences จะถูกอัปเดตเป็นรายอาทิตย์ คุณเพียงแค่ติดตั้ง Facebook Extension 2 ในระบบหลังบ้านเท่านั้น](https://storage.crisp.chat/users/helpdesk/website/14e70c59388c7000/rfm2_pkhf9f.jpg)
![BentoWeb จะสร้าง และคอยอัปเดต Custom audiences บน Facebook โดยแยก 11 กลุ่มลูกค้าให้โดยอัตโนมัติ](https://storage.crisp.chat/users/helpdesk/website/14e70c59388c7000/rfm9_1gp53vj.jpg)

# วิธีการคำนวนและการจัดกลุ่มลูกค้า

หลักในการคำนวนที่เราใช้ คือ __การให้คะแนนลูกค้าแต่ละคน__ ตั้งแต่ 1 จนถึง 5 ใน 3 แกน คือ Recency, Frequency, และ Monetary โดย **แต่ละแกนจะคำนวณอ้างอิงกับลูกค้าทุกคนในร้าน** ยกตัวอย่างเช่น

* **Recency**: ลูกค้ากลุ่มที่มีการสั่งล่าสุด (วันนี้เลย) จะได้ R Score ที่ 5 คะแนน ส่วนกลุ่มที่ไม่ได้สั่งมานานมากแล้ว (สั่งครั้งสุดท้ายเมื่อ 2 ปีที่แล้ว) จะได้ 1 คะแนน
* **Frequency**: ลูกค้ากลุ่มที่สั่งบ่อยที่สุดในร้านจะได้ F Score ที่ 5 คะแนน กลุ่มที่สั่งน้อยครั้งที่สุดจะได้ 1 คะแนน
* **Monetary**: ลูกค้ากลุ่มที่ใช้จ่ายเยอะที่สุดในร้านจะได้ M Score ที่ 5 คะแนน กลุ่มที่ใช้จ่ายน้อยที่สุดจะได้ 1 คะแนน
![เราแบ่งช่วงพฤติกรรมลูกค้าออกเป็น 5 ส่วนเท่า ๆ กัน เพื่อใช้ในการระบุช่วงของข้อมูลสำหรับการให้คะแนนลูกค้าแต่ละคนภายในร้าน](https://storage.crisp.chat/users/helpdesk/website/14e70c59388c7000/rfm3-3_kalj1q.jpg)
เมื่อเราให้คะแนน R Score, F Score และ M Score กับลูกค้าทุกคนในร้านแล้ว เราก็จะนำลูกค้าแต่ละคน มาจัดเข้ากลุ่มด้วยตาราง 5x5 ช่อง โดยใช้:

* **R แทนค่าในแกน X** และใช้ 
* **(F+M)/2 แทนค่าในแกน Y** 

ตารางนี้มีพื้นที่ทั้งหมด 25 ช่อง (5x5) โดยคะแนนในแกน X และแกน Y ของลูกค้าแต่ละคนจะพาพวกเค้าเข้าไปตกตรงไหนก็ได้ภายใน 25 ช่องนี้ และเพื่อให้ง่ายต่อความเข้าใจ BentoWeb เลือกที่จะแบ่งพื้นที่ของตารางออกเป็น 11 ช่อง แทนกลุ่มลูกค้า 11 กลุ่ม ดังภาพต่อไปนี้
![แบ่งพื้นที่ 25 ช่องออกเป็น 11 กลุ่ม เมื่อค่า X และ Y พาลูกค้าไปตกตำแหน่งไหน ลูกค้าก็จะถูกจับเข้ากลุ่มนั้นโดยอัตโนมัติ](https://storage.crisp.chat/users/helpdesk/website/14e70c59388c7000/rfm4_1rkyyhj.jpg)
###### ตัวอย่างการใช้คะแนน RFM ในการจัดกลุ่มลูกค้า
* **ลูกค้า A** จัดอยู่ในกลุ่ม __Potential Loyalist__ เมื่อมี R,FM ที่ 4,2,1 (X = 4, Y= (2+1)/2 = 1.5) 
* **ลูกค้า B** จัดอยู่ในกลุ่ม __At Risk__ เมื่อมี R,FM ที่ 2,3,5 (X = 2, Y= (3+5)/2 = 4)
* **ลูกค้า C** จัดอยู่ในกลุ่ม __Champion__ เมื่อมี R,FM ที่ 5,5,5 (X = 5, Y= (5+5)/2 = 5)
* **ลูกค้า D** จัดอยู่ในกลุ่ม __Need Attention__ เมื่อมี R,FM ที่ 3,4,2 (X = 3, Y= (4+2)/2 = 3)

# ความหมาย และข้อแนะนำในการสื่อสารกับลูกค้าทั้ง 11 กลุ่ม

เราทราบกันดีอยู่แล้วว่า เราไม่ควรคุยกับทุกคนด้วย Message เดียวกัน [แต่เราควรแยก Message ให้สัมพันธ์กับกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย](https://help.bentoweb.com/th/article/message-12tkt9r/) ถึงแม้ว่ากลุ่มคนเหล่านี้จะเคยสั่งซื้อสินค้า และเป็นลูกค้าที่เคยใช้จ่ายในร้านเหมือนกัน แต่พฤติกรรมการสั่งซื้อที่แตกต่างกันก็ทำให้เราควรแยกโจทย์ หรือจุดประสงค์ในการพูดคุยไว้ด้วย

การแบ่งลูกค้าออกเป็น 11 กลุ่มจากพื้นที่ 25 ช่องช่วยให้เราสร้างเป้าหมายทางธุรกิจที่เราควรให้ความสนใจกับลูกค้าในแต่ละกลุ่ม ซึ่งเป้าหมายเหล่านั้น พวกเราแนะนำแยกออกเป็น 3 รูปแบบ คือ

1. ทำให้เกิดความพึงพอใจเพิ่มมากขึ้น 
2. กระตุ้นให้เกิดการสั่งซื้อเพิ่มขึ้น
3. ดึงให้ลูกค้ากลับมาซื้อสินค้าอีก
![BentoWeb ช่วยให้คุณเห็นสัดส่วนกลุ่มลูกค้าทั้ง 11 กลุ่มในร้านได้อย่างง่ายดาย](https://storage.crisp.chat/users/helpdesk/website/14e70c59388c7000/rfm5_1xy969w.jpg)

---

### เป้าหมาย รูปแบบที่ 1  : ทำให้ความพึงพอใจของลูกค้า 3 กลุ่มนี้เพิ่มขึ้น

โดยมีแนวทาง และวิธีการที่อยากแนะนำให้ลองใช้ ดังนี้ :
* สร้างมาตรการพิเศษบางอย่างเพื่อเข้าดูแลลูกค้ากลุ่มนี้
* สร้าง Lookalike จากกลุ่มลูกค้าเหล่านี้เพื่อค้นหาเป้าหมายกลุ่มใหม่ ๆ ที่จะดึงเข้า Funnel communication
* ชักชวนให้ลูกค้าเข้าร่วม [Affiliate แคมเปญ](https://help.bentoweb.com/th/article/affiliate-1ptye41/)
* ใช้ [ระบบราคาสมาชิก](https://help.bentoweb.com/th/article/member-wzwpfl/) เพื่อให้ส่วนลดพิเศษ (พิเศษกว่าคนอื่น)
* ใช้ข้อมูลจาก [Pixel และ Conversion API](https://help.bentoweb.com/th/article/facebook-custom-audiences-bentoweb-1kdpzs6/) เพื่อสร้าง hyper-personalized ads
* สร้าง [CartBuilder](https://help.bentoweb.com/th/article/checkoutpage-14rnppm/) แบบจำกัดกลุ่มสมาชิกเพื่อเน้นความ Exclusive สำหรับแคมเปญพิเศษ หรือเมื่อต้องการแนะนำผลิตภัณฑ์ใหม่
![](https://storage.crisp.chat/users/helpdesk/website/14e70c59388c7000/rfm6_1attl2o.jpg)
1. **Champions**
กลุ่มลูกค้าที่ดีที่สุด กลุ่มนี้เพิ่งสั่งซื้อกับคุณเมื่อเร็ว ๆ นี้เลย นอกจากนี้ยังมีอัตราการซื้อซ้ำ และปริมาณการใช้จ่ายสูงที่สุดในร้านอีกด้วย
__ข้อแนะนำ__ : รักษาเท่าชีวิต อย่าปล่อยกลุ่มนี้ไปให้คู่แข่งเด็ดขาด

2. **Loyal Customers**
มีอัตราการใช้จ่าย และการซื้อซ้ำที่สูงกว่าลูกค้าทั่วไป ถึงแม้ว่าเร็ว ๆ นี้ ลูกค้ากลุ่มนี้อาจจะไม่ได้ทำการสั่งซื้อเข้ามาบ้างก็ตาม Loyal customers ถือเป็นอู่ข้าวอู่น้ำของร้าน เช่นเดียวกับ Champion เป็นกลุ่มลูกค้าหลักที่สร้างเม็ดเงินเข้าร้านตามหลัก 80/20 ของ Pareto
__ข้อแนะนำ__ : หาให้เจอว่าลูกค้ากลุ่มนี้แต่ละคนชอบอะไร และมีเหตุผลลึก ๆ อะไรที่เค้าสั่งซื้อกับเรา จากนั้นทำการสื่อสารแบบย้ำหัวตะปูไปที่จุดนั้น อย่าลืมมอบ Promotion พิเศษสำหรับกลุ่มนี้ on top ขึ้นไปเสมอ

3. **Potential Loyalists**
ไม่ได้ซื้อซ้ำ หรือเยอะจนเรียกว่าอู่ข้าวอู่น้ำ แต่ลูกค้ากลุ่มนี้ก็เพิ่งมีการสั่งซื้อเข้ามา และมียอดใช้จ่ายในร้านพอสมควร และยังมีความเป็นไปได้สูงที่ลูกค้ากลุ่มนี้จะขยับขึ้นไปเป็น Loyal customers  
__ข้อแนะนำ__ : เร่งสร้างความประทับใจ ทำให้รู้ว่าเราแคร์ และเราให้ความสำคัญกับ Value proposition ที่เรานำเสนอ และต้องการแก้ปัญหาให้เขาจริง ๆ อย่าลืมแนะนำให้เข้าร่วม Loyalty หรือ Subscription แคมเปญ

---

### เป้าหมาย รูปแบบที่ 2  : เร่งขยับให้ลูกค้า 3 กลุ่มนี้ สั่งซื้อเพิ่มขึ้น

โดยมีแนวทาง และวิธีการที่อยากแนะนำให้ลองใช้ ดังนี้ :
* ส่ง Email หรือ SMS ไปแจ้งเวลามี [แคมเปญของแถม](https://help.bentoweb.com/th/article/4lib4liy4lij4liq4lij4lmj4liy4lih4lmb4lie4lih4lma4lib4lin4lic4lit4lih4lmb4liw4lih-1jklly/) หรือ [Flash sales](https://help.bentoweb.com/th/article/flash-sale-1wo623z/)
* มอบ [Discount code หรือ คูปองส่วนลด](https://help.bentoweb.com/th/article/discount-code-102qu97/) แบบกำหนดเวลาเพื่อเร่งให้เกิดยอดการสั่งซื้อ
* แนะนำให้ข้าร่วม [Loyalty แคมเปญหรือการสะสมแต้ม](https://help.bentoweb.com/th/article/loyalty-1ose9rm/) เพื่อให้เกิดการซื้อซ้ำ
* ใช้ข้อมูลจาก [Pixel และ Conversion API](https://help.bentoweb.com/th/article/facebook-custom-audiences-bentoweb-1kdpzs6/) เพื่อสร้าง RE-PURCHASE หรือ After sales service แคมเปญ 
![](https://storage.crisp.chat/users/helpdesk/website/14e70c59388c7000/rfm7_1jgxdnv.jpg)
4. **New Customers**
เพิ่งสั่งซื้อกับคุณหมาด ๆ เลย และเป็นออเดอร์แรก ๆ ของเขาในร้านของคุณด้วย จึงยังไม่กล้าใช้จ่าย หรือซื้อของมูลค่าสูงมากนัก กลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่ง่ายที่สุดในการสร้าง Positive brand experience 
__ข้อแนะนำ__ : เร่งสร้างความประทับใจ ทำให้เขารู้สึกว่าคิดไม่ผิดที่เลือกซื้อสินค้าของเรา และอย่าทำให้เขารู้สึกเคว้งคว้าง หรือสงสัย หาทางไปต่อไม่เจอหลังจากที่ซื้อสินค้ากับเราแล้ว

5. **Promising**
ลูกค้ากลุ่มนี้สั่งซื้อออเดอร์แรกของเขาไปไม่นานเท่าไหร่ แต่มีอัตราการซื้อซ้ำ และมูลค่าการใช้จ่ายที่ยังต่ำอยู่ กลุ่มนี้สนใจในสินค้าของคุณอยู่บ้าง แต่ยังไม่สนใจมากขนาดที่จะเอาเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของเขา
__ข้อแนะนำ__ : ย้ำ Brand message หรือ Value proposition ที่คุณต้องการนำเสนอ แล้วทำ upsell หรือ re-purchase แคมเปญอ้างอิงถึงสินค้าเดิมที่เคยซื้อไป

6. **Need Attention**
กลุ่มลูกค้าหัวเลี้ยวหัวต่อ คือ มียอดการสั่งซื้อ, อัตราการซื้อซ้ำ และมีห้วงเวลาของการสั่งซื้อครั้งล่าสุด อยู่ที่ค่าเฉลี่ยของทั้งร้านพอดิบพอดี หากไม่รีบ Engage กับลูกค้ากลุ่มนี้ อาจทำให้เขาสูญเสียความสนใจในแบรนด์ของคุณ
__ข้อแนะนำ__ : นำเสนอไอเดีย หรือประโยชน์ของสินค้าที่เคยซื้อไปในแง่มุมอื่น นำสนอไอเดียการใช้งานใหม่ ๆ หรือสินค้าอีกตัวที่สามารถเสริมการแก้ปัญหาให้ดีมากขึ้น

---

### เป้าหมาย รูปแบบที่ 3 : ดึง 5 กลุ่มลูกค้านี้กลับมาสั่งซื้ออีกครั้ง

โดยมีแนวทาง และวิธีการที่อยากแนะนำให้ลองใช้ ดังนี้ :
* สำรวจ และเรียนรู้จากลูกค้าว่าอะไรเป็นสาเหตุให้ลูกค้าหยุดสั่งซื้อกับเรา (คุณภาพสินค้า, การบริการ, คู่แข่ง หรือสภาพตลาดที่เปลี่ยนไป)
* สร้างมาตรการพิเศษสำหรับลูกค้าในกลุ่ม Can't lost หรือ At Risk
* ใช้ข้อมูลจาก [Pixel และ Conversion API](https://help.bentoweb.com/th/article/facebook-custom-audiences-bentoweb-1kdpzs6/) เพื่อ Recreate brand value หรือนำเสนอ โปรโมชั่นพิเศษอ้างอิงถึงสินค้าที่เคยซื้อไป หรือสินค้ายอดนิยมประจำร้าน
* มอบ [Discount code หรือ คูปองส่วนลด](https://help.bentoweb.com/th/article/discount-code-102qu97/) แบบกำหนดเวลาเพื่อเร่งให้เกิดยอดการสั่งซื้อ
* ปล่อยลูกค้าบางกลุ่มไป
![](https://storage.crisp.chat/users/helpdesk/website/14e70c59388c7000/rfm8_pxeooy.jpg)
7. **About to Sleep**
คุณเริ่มไม่ค่อยเห็นออเดอร์จากลูกค้ากลุ่มนี้มาสักพักแล้ว ถึงแม้ว่ายอดการซื้อซ้ำ และมูลค่าออเดอร์ที่ผ่านมาของพวกเขายังต่ำกว่าค่าเฉลี่ย แต่ก็ยังถือว่าเป็นฐานลูกค้าของคุณอยู่ แต่ถ้าไม่รีบดึงกลับมา ลูกค้ากลุ่มนี้จะหายไปแน่นอน 
__ข้อแนะนำ__ : ลองทำโปรโมชั่นแบบจำกัดเวลาสำหรับสินค้ายอดนิยม หรือทำ re-purchase แคมเปญอ้างอิงถึงสินค้าเดิมที่เคยซื้อไปสำหรับลูกค้ากลุ่มนี้

8. **Can't Lose**
พวกเขาเคยเป็น Champions เป็นคนที่ซื้อสินค้าของคุณบ่อยมาก ๆ และมีมูลค่าการจับจ่ายที่สูงที่สุดในร้าน แต่ไม่ได้กลับมาซื้อกับคุณนานมาก ๆ แล้ว เป็นไปได้ว่าพวกเขาหนีไปใช้ของคู่แข่ง หรือเกิดความอึดอัดใจจากความผิดพลาดของสินค้า หรือการบริการของคุณ
__ข้อแนะนำ__ : เอาลูกค้ากลุ่มนี้กลับมาให้ได้ หาให้เจอว่ามีอะไรที่เปลี่ยนไป แล้วเราต้องทำยังไงเพื่อให้เขากลับมา โทรไปคุยเพื่อแก้ปัญหาให้พวกเขาเป็นรายบุคคล หรือให้โปรโมชั่นพิเศษมาก ๆ ถ้าทำได้

9. **At Risk**
กลุ่มนี้เคยเป็นกลุ่มลูกค้าขาประจำที่มียอดใช้จ่าย และการซื้อซ้ำที่สูงมาก แต่พวกเขาไม่ได้กลับมาซื้ออีกเลยในช่วงที่ผ่านมา อาจเป็นไปได้ว่าในช่วงที่ผ่านมาเหมือนมีอะไรบางอย่างที่ทำให้เขาลืมคุณไป
__ข้อแนะนำ__ : หาให้เจอว่ามีอะไรที่เปลี่ยนไป แล้วเราต้องทำยังไงเพื่อให้เขากลับมา อาจจะออก Exclusive promotion สำหรับลูกค้ากลุ่มนี้ และแนะนำให้รีบกลับไปดูการบริการ, คุณภาพสินค้า และ customer journey หากจำนวนลูกค้าในกลุ่มนี้มีจำนวนเยอะมาก ๆ

10. **Hibernating**
คุณไม่ได้เห็นออเดอร์จากลูกค้ากลุ่มนี้มานานมากแล้ว แต่ก็ไม่ได้คิดถึงพวกเขาเท่าไรเพราะไม่ได้สั่งเยอะ หรือสั่งซื้อบ่อยขนาดนั้น มันอาจจะยังคุ้มค่า และเป็นไปได้อยู่ที่จะตามกลุ่มนี้กลับมา เพราะพวกเขายังจำคุณได้ และมีประวัติการสั่งซื้อที่ไม่เลวเลยในร้านของคุณ
__ข้อแนะนำ__ : แนะนำให้ Recreate brand value กับเขาอีกครั้ง โดยเน้นจุดยืนถึงวิธีในการแก้ไขปัญหาของคุณ  ลองทำโปรโมชั่นแบบจำกัดเวลาสำหรับสินค้ายอดนิยม หรือทำ re-purchase แคมเปญอ้างอิงถึงสินค้าเดิมที่เคยซื้อไป

11. **Lost**
ลูกค้ากลุ่มนี้ไม่ได้กลับมาสั่งซื้อกับคุณเลย และจำนวนกับมูลค่าของออเดอร์ที่เคยซื้อไปก็ยังต่ำมาก ๆ เป็นไปได้ว่าลูกค้ากลุ่มนี้เลิกใช้สินค้าของคุณไปแล้ว หรืออาจคิดว่าสินค้าของคู่แข่งเป็นตัวเลือกที่ดีกว่า หรือไม่ก็อาจจะมีความรู้สึกที่เป็นลบต่อแบรนด์ และสินค้าของคุณ ซึ่งถือเป็นเรื่องยากมาก ๆ ที่จะ Engage ให้เขากลับมาอีกครั้ง
__ข้อแนะนำ__ : ตัดสินใจว่าจะปล่อยไปหรือดึงกลับมาอีกครั้ง